Written by Administrator    Saturday, 28 January 2012 19:26
ประวัติเกาะกวม สหรัฐอเมริกา
User Rating: / 21
PoorBest 

         

          เกาะกวม(Guam)  เป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อประเทศสหรัฐอเมริกา มีชาวพื้นเมือง คือ ชามอร์โร: Guåhån) หรือชื่อทางการว่า ดินแดนกวมของสหรัฐอเมริกา (Guam Territory of U.S.) เป็นเกาะหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นดินแดนที่ยังไม่ได้ปกครองตนเองของสหรัฐอเมริกา ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชามอร์โรซึ่งอพยพมาอยู่ที่เกาะเป็นครั้งแรกเมื่อ 3,500 ปีมาแล้ว
กวมเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ทางใต้สุดของหมู่เกาะมาเรียนา



          มีเมืองหลวงคือ อากาญา (Hagåtña) เดิมเขียนว่า Agana กวมมีพื้นที่ 549 ตารางกิโลเมตร (212 ตารางไมล์) กวมแบ่งออกเป็น 19 หมู่บ้าน ได้แก่ อากาญาไฮตส์ (Agana Heights)  อากัต (Agat) อาซัน (Asan) บาร์ริกาดา (Barrigada) ชาลันปาโก-ออร์ดอต (Chalan Pago-Ordot) เดเดโด (Dededo) อากาญา (Hagatna) อินาราจัน (Inarajan) มังกิเลา (Mangilao) เมริโซ (Merizo) โมโนมอง-โตโต-ไมเต (Monomong-Toto-Maite) ปิตี (Piti) ซันตาริตา (Santa Rita) ซินาจานา (Sinajana) ตาลาโฟโฟ (Talafofo) ตามูนิง (Tamuning) อูมาตัก (Umatac) ยิโก (Yigo) โยนา (Yona)

          ประชาชนชาวกวม นอกจากจะเป็นชาวชามอร์โร ชนพื้นเมืองแล้ว ส่วนหนึ่งจะเป็นเชื้อสาย
ฟิลิปินส์  ไต้หวัน  ญี่ปุ่น  ชาวอเมริกัน  มีชาวไทยประมาณ ๒๐๐ คน มีร้านอาหารไทย ๑๑ ร้าน
          เกาะกวม มีเนื้อที่ประมาณ ๓๒๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ๒๒๒ ไมล์ มีประชากรประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน มีประชาชนชาวไทยประมาณ ๒๐๐ คน ได้ประกอบอาชีพต่าง ๆ กัน มีร้านอาหารไทยประมาณ ๑๑ ร้าน พื้นที่ส่วนเหนือของเกาะเป็นที่ราบหินปูนปะการัง ในขณะที่ทางส่วนใต้มียอดภูเขาไฟ และมีพืดหินปะการังล้อมรอบพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะ
กวมเป็นเกาะที่อยู่ทางทิศใต้สุดของแนวลูกโซ่มาเรียนาและเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในไมโครนีเซีย ตั้งอยู่ใกล้ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ซึ่งเป็นเขตมุดตัวบริเวณขอบของแผ่นธรณีภาคแปซิฟิก
 แชลเลนเจอร์ดีป   เป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกวม มีความลึก 10,911 เมตร (35,797 ฟุต)
          เกาะกวมประสบกับภัยแผ่นดินไหวเป็นบางครั้ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เกิดแผ่นดินไหวซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเกาะ มีระดับความสั่นสะเทือน (magnitudes) ตั้งแต่ 7.0 ถึง 8.2
          รายได้หลักของเกาะมาจากการท่องเที่ยว (โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น) และจากการเป็นฐานทัพเรือ  ฐานทัพอากาศ  สหรัฐอเมริกา สหประชาชาติจัดให้กวมอยู่ในรายชื่อดินแดนที่ไม่ได้ปกครองตนเอง

          เกาะกวมเป็นเกาะที่สวยงาม เต็มไปด้วยแนวปะการังที่เงียบสงบ  ไร้ซึ่งมลพิษ  ชนพื้นเมืองอยู่กันอย่างสันโดษและมีความสุข  ใครจะเคยคิดบ้างว่าเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วที่นี้เคยเป็นสนามรบนองเลือดมาก่อน  สนามรบที่ไม่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใดๆไม่มีวีรชน  ไม่มีรายชื่อผู้เสียชีวิต  ไม่มีแม้กระทั่งหลักฐานใดๆที่บ่งบอกว่าเคยมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารอเมริกันและญี่ปุ่นนับหมื่นนายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2   สถานที่แห่งนี้คือหลักฐานที่สูญหายไป
          เมื่อ 164 ปีมาแล้ว  ที่นี่เคยถูกเข้ายึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น ด้วยกำลังทหาร  19,000 นาย  ที่ได้รับการฝึกฝนในการรบอย่างเข้มงวดและพร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาฐานที่ตั้งของกองทัพบนเกาะกวม  ชาวพื้นเมืองตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของญี่ปุ่น  สิ่งที่กองทัพอเมริกันจะต้องทำคือ  การยึดเกาะนี้กลับคืนมา แม้จะต้องสูญเสียมากมายสักปานใด  ตลอดการปะทะกัน 21 วัน ที่นี่จึงเป็นสนามรบที่ทหารทุกนายของทั้ง 2 ฝ่าย ต้องยอมพลีชีพเพื่อกองทัพ
          10 วันวาคม  ค.ศ. 1941  กองทัพของทหารญี่ปุ่นกว่า 5,000 นาย บุกเข้ายึดเกาะกวมภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก  ทหารประจำป้อมของอเมริกัน 400 นาย  ถูกบังคับให้ยอมจำนน  นับเป็นดินแดนแรกของอเมริกันที่ถูกยึดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุที่เกาะแห่งนี้ถูกยึด ก็คือ  ที่นี่เป็นสนามบินและเป็นฐานทัพของทหารอเมริกัน  ดังนั้นกองกำลังทหารอเมริกันต้องทำการยึดเกาะนี้กลับคืนเพื่อศักดิ์ศรีของกองทัพ  และเพื่อปลดปล่อยชาวพื้นเมือง  20,000 คน ให้เป็นอิสระจากการปกครองของญี่ปุ่น  กองทัพอเมริกัน 50,000 นาย แยกกันขึ้นฝั่งทางตอนเหนือและตอนใต้ของเกาะบริเวณคาบสมุทรโอโรท (Orote peninsula) การยกพลขึ้นบกนั้นไม่ได้ทำได้ง่ายๆ  เนื่อง จากการป้องกันและตั้งรับของกองทัพญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว  กล้าหาญและพลีชีพ ได้ทุกเมื่อ
          ทหารญี่ปุ่นเมื่อออกรบ  พวกเข้าจะฉีกรูปครอบครัวทิ้งทั้งหมดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับไปพบใครอีกแล้ว  จึงเป็นกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง  พวกเขาปราดเปรียว  ว่องไว  พรางตัวในป่าราวกับสามารถสิงอยู่ในต้นไม้ได้  ปรากฏตัวแล้วหายวับไปในพริบตา  และสามารถยิงปืนโดยที่ผู้ถูกโจมตีไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิถีกระสุนนั้นมาจากทิศใด  การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด  จากทั้งปืนกลและระเบิด  ร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย กระจัดกระจาย  อวัยวะบางส่วนพาดอยู่บนกิ่งไม้จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นซากของฝ่ายไหน  ในวันที่ 5 ของการรบ การโจมตีเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั้งในโรงพยาบาลที่ไม่มีนักรบอยู่เลย  หมอพยาบาล  คนไข้  พ่อครัวแม่ครัว  เด็กส่งเอกสาร  ต้องจับกันปืนขึ้นสู้เพื่อป้องกันตนเองจากกองทัพญี่ปุ่น
          วันที่ 26 กรกฎาคม กองทหารอเมริกัน ตั้งความหวังว่าจะยึดคาบสมุทรโอโรทให้ได้ก่อน  เพื่อเกียรติยศชื่อเสียง และมาตุภูมิ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่นี้เคยเป็นฐานทัพราชนาวีมาก่อน  การเข้ายึดไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเท่าใดนัก  เนื่องจากมีกองทหารญี่ปุ่น  3,000 นาย ตั้งมั่นอยู่ในบังเกอร์หนา 4 ฟุต และอีกชุดหนึ่งซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา  กองทัพอเมริกันต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น  ทหารอเมริกันเข้าเคลียร์พื้นที่ได้อย่างเชื่องช้า  มีหลุมหลบภัยเต็มไปหมดในป่า   ปฏิบัติการกวาดล้างที่ต้องทำคือเทน้ำมัน 5 แกลลอนลงไปในหลุมแล้วจุดไฟเผา  เมื่อลงไปตรวจในหลุมพบว่าทหารญี่ปุ่นได้ฆ่าตัวตายก่อนแล้วโดยใช้ปืนประจำตัว  การค้นหาที่ซ่อนของทหารญี่ปุ่นเป็นไปด้วยความยากลำบาก  จึงต้องนำสุนัขสงครามมาช่วยในการปฏิบัติการครั้งนี้  สุนัขสงครามมีประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากพวกมันสามารถดมกลิ่นหาที่ซ่อนของศัตรูได้  และสามารถเข้าไปในหลุมที่ทหารอเมริกันลงไปไม่ได้  แลข้อดีอีกประการหนึ่งของสุนัขสงครามคือ  มันช่วยเฝ้ายามได้  จึงเท่ากับช่วยรักษาชีวิตทหารไว้ด้วย  สุนัขสงครามเหล่านี้จึงได้รับเกียรติเทียบเท่าทหารคนหนึ่งพึงจะมี เช่น ถ้ามันถูกฆ่าตายก็จะได้รับการทำพิธีฝั่งอย่างสมเกียรติ
          ฐานทัพอเมริกันบนเกาะกวม ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม นับเป็นเวลา 3 ปีมาแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 ที่ไม่มีทหารอเมริกันคนไหนได้ย่างเท้าเข้ามาที่นี้อีกเลย  ปฏิบัติการยึดฐานทัพคืนจึงเป็นไปอย่างเข้มข้นและดุเดือด  ในที่สุดทหารอเมริกันชุดที่บุกเข้าทางตอนเหนือของคาบสมุทรก็ยาตราเข้าสู่ฐานทัพเดิมได้  แม้ว่าฐานทัพนั้นจะเหลือเพียงซากปรักหักพังแต่ธงอเมริกันก็ได้ชักขึ้นที่นั้นเพื่อประกาศการยึดคืน  ต่อจากนั้นก็เคลื่อนพลขึ้นไปทางตอนเหนือต่อ เพื่อขับไล่ทหารญี่ปุ่นอีก 8,500 นาย ออกจากเกาะ  จนกระทั่งวันที่ 21 ของการต่อสู้ก็สามารถขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากเกาะได้อย่างสิ้นเชิง ในวันที่ 21  กรกฎาคม ค.ศ. 1944  เกาะกวมจึงกลับคืนสู่อเมริกาอีกครั้ง  ชนเผ่าพื้นเมืองดีใจและต่างร้องไห้กันระงมไม่เว้นแม้แต่พวกผู้ชาย  แสดงให้เห็นถึงความหอมหวานของอิสรภาพที่พวกเขาได้รับกลับคืนมา
          แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว  และไม่มีใครบันทึกเรื่องการสู้รบครั้งนี้ไว้ในประวัติศาสตร์  ไม่มีรายนามผู้เสียชีวิต  ไม่มีการสดุดีวีรชน  แต่ผู้ที่ผ่านสมรภูมิรบและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คงไม่มีใครลืมรื่องนี้ได้ง่ายๆ  มันเป็นความทรงจำของพวกเขาที่มีทั้งความเจ็บปวด  การสูญเสีย  ผู้แพ้  ผู้ชนะ  ที่มีหลากหลายเรื่องราวซ่อนอยู่ในสงครามแต่ละครั้ง  แม้ว่าทุกวันนี้เกาะกวมจะสงบลงแล้ว  ลูกหลานของชาวพื้นเมืองอยู่กันอย่างมีความสุข  แต่ถ้าย้อนอดีตได้  เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก  เพราะว่าสงครามนำหลายๆ สิ่งมาสู่เรา และขณะเดียวกัน มันก็พรากทุกสิ่งไปจากเราเช่นกัน.

Comments:

 

Thai News Papers

thairat

derinew

ks

mtc1

logo kom

posttoday logo

daralogo2

bangkok post

logo

head

Buddharama Facebook

Who's Online

We have 21 guests online

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday148
mod_vvisit_counterYesterday160
mod_vvisit_counterThis week391
mod_vvisit_counterLast week1225
mod_vvisit_counterThis month2858
mod_vvisit_counterLast month6455
mod_vvisit_counterAll days913541

We have: 21 guests online
Your IP: 18.205.19.203
 , 
Today: Dec 18, 2018